web_photoshop_01
news
 

กดขี่แม่บ้านต่างด้าว กม.เอาผิดนายจ้างได้ทุกรูปแบบ


        ปัญหาแรงงานหญิงและเด็กต่างชาติที่ย้ายถิ่นเขามาทำงานในเมืองไทยปัจจุบัน  ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพที่ถูกแสวงผลประโยชน์และตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์  โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กที่เข้ามาทำงานเป็นแม่บ้าน  เพราะสภาพการทำงานอยู่ในเคหะสถานส่วนบุคคล  ทำให้ไม่สามารถสื่อสารรับรู้ช่องทางในการเข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่ายนัก  ทางมูลนิธิผู้หญิงร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกว่า  20  แห่ง  จัดงานเสวนาในหัวข้อ  "ใครจะช่วยแรงงานหญิงและเด็กต่างชาติทำงานบ้าน?"  ณ  ห้องปทุมวัน  โรงแรมเอเชีย  กรุงเทพฯ  เมื่อวันก่อน

     โดย  คุณอุษา  เลิศศรีสันทัด  ผู้อำนวยการโครงการมูลนิธิเพื่อนหญิง  กล่าวว่า  "มูลนิธิผู้หญิง  เป็นหนึ่งในเครือข่ายที่ให้การช่วยเหลือแก่เด็กและผู้หญิงต่างชาติมานาน  เราได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่คัดแยกเหยื่อจากการค้ามนุษย์  สำนักงาตรวจคนเข้าเมืองจึงพบว่า  แรงงานหญิงและเด็กต่างชาติจำนวนมากที่ถูกละเมิดสิทธิ  ถูกกระทำความรุนแรงทางร่างกายและจิตใจ  ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศจากนายจ้าง  ถูกโก่งค่าแรง 

       โดยมีขบวนการค้าแรงงานข้ามชาตินำมาส่งต่อให้กับนายจ้างอีกที  จึงทำให้นายจ้างเหล่านี้ไม่ยอมจ่ายค่าแรงให้กับแรงงานต่างชาติ  ปรากฏว่าในแรงงานเด็กและสตรีต่างชาติเมื่อปี  2551  ที่ผ่านมา  มีจำนวนทั้งสิ้น  348  คน  เป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์จำนวน  63  คน  เป็นเด็กที่อายุต่ำกว่า  15  ปี  จำนวน  30  คน  อายุ  15-17  ปี  จำนวน  26  คน  และเป็นแรงงานผู้หญิงที่อายุ  18  ปีขึ้นไปอีก  7  คน  ในจำนวน  63  คนที่กล่าวมานี้  เป็นแรงงานทำงานบ้านที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจำนวน  37  คน  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุระหว่าง  11-17  ปี"

     "เพราะคนที่พบเห็นส่วนมากมักจะไม่อยากเข้าไปยุ่งกับแรงงานที่ถูกกระทำความรุนแรง  อาจเนื่องมาจากการที่ไม่รู้ชัดเจนว่าคนรับใช้ในบ้านจะเป็นญาติหรือเป็นสมาชิกคนหนี่งในบ้านหรือไม่   ซึ่ง  ณ  ปัจจุบัน จึงมี  พรบ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว  พ.ศ.2550   ที่นอกจากจะคุ้มครองสมาชิกในครอบครัวแล้ว  ยังรวมไปถึงคนรับใช้ในบ้านที่ต้องพึ่งพาอาศัยและอยู่ในครัวเรือนเดียวกัน  จึงอยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในทันทีที่พบเห็นเหตุการณ์ความรุนแรงภายในครอบครัว  โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานรับใช้ในบ้านให้เขาได้รับสิทธิเหมือนกับมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียม  หากกฎหมายยังมีช่องโหว่อยู่  เราก็จะต้องดำเนินการแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ"  คุณอุษา  กล่าวเสริม

     ด้าน  พลตำรวจโทชัชวาล  สุขสมจิตร  ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง  กล่าวว่า  "ในปัจจุบันเราจะพบว่ามีแรงงานที่อายุต่ำกว่า  18  ปีอยู่เยอะมาก  และก็จะพบการกดขี่แรงาน  การกระทำความรุนแรง  หรือบังคับข่มขืนให้เห็นอย่างต่อเนื่อง  สำหรับผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์แล้วแยกแยะไม่ออกเพราะไม่มั่นใจ  เพราะกลัวจะเป็นการทะเลาะเบาะแว้งภายในครอบครัวของสามีภรรยา  กลัวจะถูกกล่าวหาว่าบุกรุกเคหะสถาน  จึงไม่ค่อยจะมีใครเข้าไปยุ่ง  แต่  ณ  ตอนนี้ก็มีกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงภายในครอบครัวแล้ว 

       โดยกฎหมายนี้ระบุว่า  เมื่อมีการกระทำใดๆ  ในครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง  หากพบเห็นเหตุการ์ณความรุนแรงแล้วแจ้งความแก่เจ้าพนักงานโดยสุจริต  กฎหมายจะคุ้มครองให้กับผู้แจ้งที่ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา  ซึ่งตรงนี้ก็เป็นหน้าที่ของพลเมืองดีที่จะเข้าไปช่วยเหลือเหยื่อก่อน  หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะเป็นคนพิจารณาเองว่าควรจะใช้กฎหมายใดในการเอาผิดกับผู้กระทำอย่างสมเหตุสมผล  เพราะหากใช้  พรบ.ค้ามนุษย์ไม่ได้  ก็อาจจะใช้  พรบ.คุ้มครองเด็ก  หรืออาจะเป็น  พรบ.คุ้มครองความรุนแรงในครอบครัวก็เป็นได้เช่นกัน"

        สำหรับ  นายฐิติวัฒน์  สิริกุลเลิศรัตน์  ผู้แทนจากกรมการจัดหางาน  อธิบายว่า  "แรงงานต่างด้าวจะมีอยู่  3  สัญชาติที่ยินยอมให้เข้ามาทำงานในประเทศไทยได้  ซึ่งแบ่งออกเป็น  2  ประเภท  1.แรงงานกรรมกร  2.แรงงานแม่บ้าน  ณ  ตอนนี้มีที่มาขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางาน  มีประมาณ  5  แสน  1  พันกว่าคนเท่านั้นเอง  ที่เหลือจากนั้นคือหลบหนีเข้าเมืองและลักลอบทำงานอยู่  สำหรับแรงงานแม่บ้านที่มาขอใบอนุญาตให้ทำงานมีจำนวน  53,933  คน  ซึ่งที่แผนกของผมจะมีการร้องเรียนทุกวันในเรื่องการกดขี่ข่มเหง  ไม่ได้เงินตามค่าจ้าง  เป็นต้น 

       ซึ่ง  พรบ.คุ้มครองแรงงานต่างด้าวที่มีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่  23  ก.พ. 2551  ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่จะลงโทษจำคุกแรงงาน  3  เดือน  ปรับไม่เกิน  5  พันบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  แต่  พรบ.ใหม่จะมีโทษสำหรับแรงงานต่างด้าว  คือจำคุก  5  ปี  หรือปรับตั้งแต่  2,000  บาท  ถึง  1  แสนบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  ส่วนกฎหมายบังคับนายจ้างก็รุนแรงมากขึ้น  จากเดิมที่ให้จำคุกไม่เกิน  3  ปี  ปรับไม่เกิน  6  หมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  เปลี่ยนเป็นไม่มีจำคุก  แต่มีโทษปรับอย่างเดียวเป็นเงิน  1  หมื่นบาท  ถึง  1  แสนบาทต่อแรงงานหนึ่งคน  ซึ่งจะเห็นว่ามีการเพิ่มโทษนายจ้างให้หนักขึ้นกว่าเก่ามากเลย"

     ปิดท้ายด้วยตัวแทนจากมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก  กล่าวว่า  "จริงๆ  แล้วเรื่องแม่บ้านที่เป็นชาวต่างชาติและถูกกดขี่ข่มเหงมีมานานมากแล้ว  ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเข้าไปช่วยยังไงและตรงจุดหรือไม่  ทั้งๆ  ที่กฎหมายตอนนี้มีช่องทางมากขึ้น  แต่จากประสบการณ์ที่เราเคยช่วยแรงงานที่เป็นแม่บ้านมาบ้างแล้ว  จะพบว่ามันมีความยากกว่าการช่วยแรงงานในภาคอุตสาหกรรมโดยทั่วๆ  ไป  เพราะหากพบการทำร้ายแรงงานหรือทุบตีกันภายในโรงงานนั้น  เจ้าหน้าที่ก็สามารถเข้าไปช่วยได้ง่ายและทันท่วงทีกว่าเหตุที่เกิดในบ้าน  เพราะลูกจ้างกับนายจ้างจะอยู่กินด้วยกันตลอดเวลา  ไม่มีหลักประกันในการคุ้มครองอย่างชัดเจน  เพราะฉะนั้นการหามาตรการคุ้มครองแรงงานในบ้านเป็นสิ่งที่เพิกเฉยไม่ได้อย่างแน่นอน".

 

ที่มา :
วันที่ 17 มี.ค. 2552


อ่าน 931 ส่งต่อให้เพื่อน Pintting


 เด็ก 13 ลวง 9 ขวบ ข่มขืนฆ่าปิดปากกลางป่า(SNEW)
 สังคมฟอนเฟะ แม่ขาย-ดญ.14 ให้'แม่เล้าท้อง' หาเงินทำแท้ง!(ข่าวสด)
 พระตุ๊ยเณรไม่มีวัดอยู่ 15 วัน ขาดจากความเป็นสงฆ์(ไทยรัฐ)
 ชาวบ้านผวาไอ้หื่นฆ่าข่มขืน ตร.ยังจับไม่ได้(SNEW)
 รวบ​บิ๊ก​ไอเอ็มเอฟหื่น​ฉาว​โลกบังคับ​ออ​รัล​เซ็กซ์(ไทยรัฐ)

 



กรุณากรอก e-mail

สมัครสมาชิก | ยกเลิก

 

          สถานีประชาชนช่อง TPBS
          ร่วมมือ ร่วมใจ ช่อง NBT
          เรื่องจริงผ่านจอ ช่อง 7
          ร่วมด้วยช่วยกัน
          จส. 100
          สวพ. 91

ศูนย์ข้อมูลคนหาย
เพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์
มูลนิธิกระจกเงา 191 ซอยวิภาวดี 62 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210
โทร 02-973-2236-7 ต่อ 104
โทรสาร 02-973-2236 ต่อ 109
E-mail : info@backtohome.org
ดูแผนที่
Design By NgosCyber